โครงสร้างบ้าน คืออะไร องค์ประกอบของโครงสร้างบ้านที่ดี มีอะไรบ้าง?

โครงสร้างบ้าน

หากเปรียบเทียบว่าตัวเราเป็นบ้าน 1 หลัง ส่วนประกอบภายในร่างกายของเราก็คือโครงสร้างบ้านที่หากระบบภายในร่างกายของเรามีสุขภาพที่ดีเราก็จะไม่เจ็บป่วยง่ายและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง บ้านก็เช่นเดียวกัน

การใส่ใจเกี่ยวกับโครงสร้างบ้านจึงเป็นจุดสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะหากโครงสร้างบ้านไม่ดีก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่าในอนาคตเราอาจจะต้องสูญเสียเวลาและเสียเงินทองไปกับการซ่อมบำรุงไม่รู้จักจบจักสิ้น วันนี้เราจึงจะมาช่วยแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของบ้านที่ดีมาฝากกันค่ะ

องค์ประกอบของโครงสร้างบ้าน

1. เสาเข็ม

องค์ประกอบของโครงสร้างบ้าน

เสาเข็ม ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากๆ ของบ้าน เนื่องจาก เสาเข้มจะเป็นจุดที่ใช้รับน้ำหนักทั้งหมดของตัวบ้าน แล้วถ่ายน้ำหนักนั้นลงสู่พื้นดิน ช่วยให้บ้านไม่พังทลายลงมา สามารถใช้คำนวณได้ในอนาคตว่า หากบ้านต้องมีการต่อเติมแล้วบ้านจะสามารถรับน้ำหนักได้อีกเท่าไร

ดังนั้นการเลือกเสาเข็มที่ดีจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการต่อเติมในอนาคตได้ โดยขนาดและความสั้นยาวของตัวเสาเข็มนั้นจะถูกคำนวณโดยวิศวะกรที่มีความเชี่ยวชาญประกอบกับหน้าดินของพื้นที่นั้นๆ ด้วยว่าเหมาะสมกับการใช้เสาเข็มชนิดไหน

โดยชนิดเสาเข็มจะมีการแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

1. เสาเข็มตอก นิยมใช้เสาเข็มเหล็ก เสาเข็มไม้ และเสาเข็มคอนกรีต สามารถรับน้ำหนักสูงสุดกว่า 200 ตันต่อต้น การติดตั้งสามารถเลือกใช้วิธีได้หลากหลาย เช่น การใช้ปั้นจั่นตอก การเจาะดิน และการกดเสาเข็ม

2. เสาเข็มเจาะแบบแห้ง มีลักษณะเป็นเสาเข็มแบบขาตั้ง 3 ขา และจะมีลูกตุ้มสำหรับกระแทกลงไปในดิน เสาเข็มชนิดนี้จะเหมาะกับงานที่ใช้พื้นที่จำกัด แต่ข้อเสียคือไม่สามารถรับน้ำหนักได้มากเท่าที่ต้องการ และจำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพเสาเพื่อความปลอดภัย

3. เสาเข็มเจาะแบบเปียก เป็นเสาเข็มที่มีเครื่องจักรเจาะลงไปในดิน มีขนาดให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ 0.35 – 2.00 เมตร รับน้ำหนักได้เยอะตั้งแต่ 150 – 2,000 ตัน เสาเข็มชนิดนี้ไม่ค่อยนำมาสร้างบ้าน เพราะบ้านไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องรองรับน้ำหนักที่เยอะขนาดนั้น แต่เหมาะกับอาคารสูงๆ และมักจะมีราคาสูงกว่าเสาเข็มแบบอื่นๆ

2. ฐานราก

โครงสร้างบ้าน

หมายถึง ฐานที่หล่อเชื่อมกับเสาเข็มเพื่อรับน้ำหนักของตัวบ้านทั้งหลังเอาไว้ โดยรากฐานที่ดีควรจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างชิ้นดินในบริเวณนั้นๆ ด้วยว่ามีความหนาแน่นเพียงพอหรือไม่ เพราะหากชั้นดินมีความหนาแน่นไม่พออาจจะทำให้พื้นดินเกิดการทรุดตัวลง

ซึ่งการคำนวณฐานรากและเสาเข็มนั้นจะมีความเกี่ยวเนื่องกันเพราะทั้งคู่มีหน้าที่รับน้ำหนักของตัวบ้านดังนั้นขั้นตอนนี้จึงต้องใช้วิศวะที่เชี่ยวชาญเฉพาะมาคำนวณให้เท่านั้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจก่อให้เกิดบ้านทรุดหรือถล่มได้ในภายหลัง

โดยฐานรากจะสามารถแยกประเภทได้ประมาณ 3 ประเภทดังนี้

1. ฐานรากเสาเข็ม หรือ ฐานรากแบบลึก นิยมใช้เสาเข็มแบบคอนกรีต หรือเสาเข็มไม้ก็ได้ในกรณีที่บ้านของลูกค้าเป็นไม้ และเหมาะที่จะใช้ในพื้นที่หน้าดินที่มีเนื้อดินเนื้ออ่อน

2. ฐานรากแบบแผ่ หรือ ฐานรากแบบตื้น นิยมใช้ในพื้นที่ที่มีหน้าเนื้อดินที่แข็งแรง หรือ ดินเนื้อแข็ง มีความหนาแน่นสูง

3. ฐานรากแบบตอม่อ หรือการวางฐานรากแบบฐานคอนกรีตที่มีตอม่อหล่อลงไปในดินหรือน้ำแบบลึกๆ จุดแข็งคือมีความแข็งแรงคงทนมากๆ นิยมใช้กับตึกและอาคารสูง ไม่เหมาะกับนำมาสร้างแบบบ้าน

3. พื้นบ้าน

พื้นบ้านในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะนิยมเลือกใช้แบบโครงสร้างคอนกรีต ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบแล้วแต่ที่ถนัดใช้ เช่น

1. พื้นคอนกรีตแบบหล่อ ข้อดีของพื้นชนิดนี้คือ มีความแข็งแรงสูง รับน้ำหนักได้ดี เหมาะสำหรับการวางระบบท่อหรือการเจาะช่องต่างๆ ป้องกันการรั่วซึมได้ดี ข้อเสียคือ ต้องใช้เวลาในสร้างนาน

2. พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป ข้อดีคือ ใช้งานง่าย สะดวก งานเสร็จเร็ว แต่ข้อเสียคือเมื่อเทียบกับความแข็งแรงของแบบหล่อแล้วจะมีน้อยกว่า

4. ผนัง

ผนัง

ผนัง มีหน้าที่ช่วยโอบล้อมตัวบ้าน ป้องกันฝุ่น สภาพอากาศจากภายในนอกไม่ใช้เข้าสู่ตัวบ้าน จะยังมีหน้าที่ช่วยแบ่งสัดส่วน เพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ตัวบ้านมีความเป็นระเบียบมากขึ้น

ดังนั้นการเลือกผนังบ้านให้ตอบโจทย์การใช้งานก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน  ผนังมีการแบ่งประเภทไว้ดังนี้

1. ผนังไม้ เป็นผนังที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ แต่ข้อเสียคือต้องระวังเรื่องของปลวก และฝุ่นที่สามารถเข้ามาตามซอกของไม้ ในกรณีที่ลูกค้าต้องการผนังอื่นๆ ที่เลียนแบบไม้ธรรมชาติสามารถเลือกใช้ไม้คอนวูดหรือไม้เฌอร่าซึ่งเป็นไม้สังเคราะห์ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องสุนทรียภาพแทนไม้จริงได้

2. ผนังยิปซัม ข้อดีคือน้ำหนักเบา คงทนแข็งแรงไม่บิดงอง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องปลวกแบบผนังไม้

3. ผนังอิฐมวลเบา ข้อดีคือนำมาก่อผนังง่าย มีน้ำหนักเบา กันเสียงและความร้อนได้ดีมากๆ แต่ว่าภายในอิฐมวลเบามีรูพรุนค่อนข้างเยอะ ทำให้เสี่ยงต่อการชื้นง่าย ส่งผลให้ผนังร้าวง่าย ฉาบปูนไม่ค่อยติด

4. ผนังก่ออิฐฉาบปูน ข้อดีคือ ก่อสร้างง่าย แต่ในกรณีที่ผนังที่มีความสูงมากกว่า 3 เมตรขึ้นไปจำเป็นที่จะต้องก่อสร้างคานทับหลังเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและหากในกรณีที่ผนังมีความยาวมากกว่า 4 เมตรจะต้องเพิ่มเสาเอ็น และขอบประตูหน้าต่างก็ต้องมีเสาเอ็นและคานทับหลังเสมอ

เพื่อความแข็งแรงและเพิ่มป้องกันการแตกที่มุมประตูหน้าต่าง ก่อนฉาบปูนจะต้องเดินระบบท่อให้เรียบร้อยด้วย

5. ผนังกระจก ข้อดีคือ ช่วยให้บ้านมีความสว่าง ทำให้บ้านดูโมเดิร์นทันสมัย แต่ข้อดีคืออาจจะทำให้ร้อนเนื่องจากแสงที่ส่องผ่านทะลุเข้ามาง่าย

หากคุณกำลังประสบกับปัญหาบ้านทรุด เกิดโพรงใต้บ้าน ส่วนต่างๆ ของบ้านเริ่มมีรอยแตกร้าว อยู่ล่ะก็ ทาง Seta Engineering ของเรานั้นรับ ซ่อมบ้านทรุด ปิดโพรงใต้บ้าน และซ่อมรอยแตกร้าวต่างๆ อยู่นะคะ หากสนใจคลิกเข้าไปเพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้เลย

5. งานฝ้า

งานฝ้า

งานฝ้า หรือ เพดานบ้าน มีหน้าที่สำคัญที่นอกจากจะช่วยให้บ้านมีความสวยงามตามธีมแล้ว ยังช่วยปกปิดความไม่เรียบร้อยของระบบท่อร้อยสายไฟและงานประปาต่างๆ ให้พ้นสายตาแขก

โดยเพดานนั้นก็สามารถตกแต่งได้ตามที่ลูกค้าชื่นชอบ โดยวัสดุประเภทของฝ้าก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด เช่น

1. ฝ้าเพดานฉาบเรียบ เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการเรียบร้อยเรียบเนียนกลืนไปบ้านนิยมใช้วัสดุจากยิปซั่ม และไฟเบอร์ซีเมนต์ สามารถทาสีทับไปได้เลยโดยไม่ทิ้งร่องรอยต่อที่ขวางสายตา

2. ฝ้าเพดานแขวน เป็นฝ้าที่นิยมใช้กันมากที่สุดเพราะก่อสร้างง่าย ราคาถูก สามารถเปิด-ปิดฝ้าหรือถอดออกเพื่อซ่อมระบบท่อร้อยสายไฟหรือประปาได้สะดวก เหมาะสำหรับติดตั้งห้องขนาดเล็ก ห้องครัว ห้องน้ำ

แต่ในกรณีที่ติดตั้งในห้องน้ำ ควรจะเลือกใช้ฝ้าแบบกันชื้นร่วมด้วยเพื่อยืดอายุการใช้งาน

3. ฝ้าเพดานแบบเล่นระดับ หรือ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ฝ้าหลุม” เป็นฝ้าที่ถูกออกแบบมาค่อนข้างสวยงาม เหมาะสำหรับใช้ในห้องที่ต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบซ่อนสายตาแขก ห้องที่ติดตั้งแชนเดอเรีย

4. ฝ้าเพดานซ่อนระบบไฟ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการซ่อนไฟ หรือ ต้องการเว้นพื้นที่เพดานเพื่อวางแนวไฟให้ได้แสงสม่ำเสมอสบายตา ช่วยเพิ่มความหรูหราให้ห้องสวยมากขึ้น

5. ฝ้าเพดานอะคูสติก (Acoustic Board) เป็นฝ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยดูดซับเสียง ป้องกันเสียง

6. ฝ้าเพดานแบบโปร่ง เป็นฝ้าที่เน้นใช้ตกแต่งให้ดูโปร่งและสบายตา เหมาะสำหรับใช้ให้ห้องที่มีขนาดใหญ่ ช่วยให้อากาศถ่ายเท ซ่อมแซมค่อนข้างง่าย

7. ฝ้าเพดานชายคา เป็นการตกแต่งฝ้าที่ใช้ภายในบ้าน เช่น ระเบียงบ้าน จุดประสงค์การใช้งานมักจะเน้นความสวยงามและซ่อนสายไฟ และป้องกันไม่ใช่สัตว์หรือแมลงเข้าไปสร้างความเสียหายได้

6. ฉนวน

การติดตั้งฉนวนในบ้าน โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการติดตั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดกั้นมลภาวะที่อาจจะก่อให้เกิดไม่สบายใจของผู้อยู่อาศัย โดยที่นิยมติดเพิ่มก็คือ ฉนวนกันความร้อนและฉนวนกันเสียง

โดยฉนวนกันความร้อนนั้นจะใช้สำหรับป้องกันความร้อนจากแสงแดด นิยมติดตั้งบริเวณฝ้าเพดานและงานผนัง ส่วนฉนวนกันเสียงจะเน้นการป้องกันเสียงไม่ให้รบกวน ในบางบ้านอาจจะติดที่ห้องใดห้องหนึ่งเพื่อกันเสียงจากห้องนั้นไปรบกวนห้องอื่นๆ หรือในบางบ้านอาจจะติดเพื่อป้องกันเสียงการด้านนอกเข้ามารบกวน

7. งานหลังคา

งานหลังคา

หลังคาเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยป้องกันสภาวะภายนอกไม่ให้เข้ามาสู่ตัวบ้าน เช่น ลูกเห็บ ลม ฝน แสงแดด โดยหลังคาจะประกอบโครงสร้างที่สำหรับ 2 อย่างคือ โครงหลังคาและวัสดุมุงหลังคา

โดยทั้งสองอย่างจะต้องให้ความสำคัญเท่าๆ กัน เพราะหากโครงหลังคาไม่มีก็อาจจะทำให้หลังคายุบ ถล่มลงมาง่าย และหากโครงดีแต่วัสดุไม่ดีก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาวัสดุมุงแตก มุงไม่สนิททำให้น้ำรั่วซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ซึมเข้าผนังบ้านก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมากมายถึงโครงสร้างบ้านพัง บ้านชื้น เป็นต้น

โดยหลังคาจะแบ่งออกเป็น 2 แบบดังนี้

1. หลังคาแบบแบน มักจะก่อสร้างด้วยคอนกรีต ข้อดีของหลังคาชนิดนี้คือ ช่วยให้รูปลักษณ์ของบ้านมีความทันสมัย โมเดิร์น

แต่ข้อเสียคืออาจจะไม่เหมาะกับสภาพอากาศบ้านในประเทศไทยทำให้ความร้อนเข้าตัวบ้านโดยตรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาหลังคารั่วซึมได้ง่าย

2. หลังคาแบบลาดเอียง หรือ แบบสามเหลี่ยมที่เราคุ้นตากันดี เป็นแบบหลังคาที่นิยมใช้กันมาก

ถึงแม้ว่าจะไม่ตอบโจทย์เรื่องของความทันสมัยของบ้าน แต่ก็ช่วยระบายน้ำได้ดีเนื่องจากน้ำไหลตกลงสู่พื้นได้สะดวก และยังช่วยกระจายความร้อนของแดดที่สาดมากระทบได้ดีมาก

8. งานประตู-หน้าต่าง

ประตูและหน้าต่าง ถือเป็นส่วนประกอบที่ละเลยไม่ได้ เนื่องจากเป็นจุดที่เราใช้เชื่อมระหว่างภายนอกและภายใน และยังเชื่อมห้องต่างๆ ภายในบ้านอีกด้วย การเลือกประตูและหน้าต่างนั้น นอกจากความสวยงามแล้ว

ส่วนที่ให้ความสำคัญคือความแข็งแรงคงทนเพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น และช่างก็ควรจะมีความชำนาญในการติดตั้งมากพอไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดปัญหารูเล็กๆ ระหว่างขอบประตูหรือหน้าต่างที่อาจจะทำให้น้ำซึมเข้าผนังและบ้านได้

เห็นได้ชัดว่า บ้านหนึ่งหลังนั้นกว่าจะประกอบออกมาเป็นรูปร่างนั้นมีรายละเอียดมากมายที่ซ่อนอยู่ ซึ่งรายละเอียดต่างๆ เหล่านี้นั้นจำเป็นที่จะต้องได้รับการใส่ใจตั้งแต่กระบวนการสร้างเลยทีเดียว ดังนั้นหากคุณคิดว่าจะสร้างบ้าน

ควรที่จะหาทีมช่างที่มีประสบการณ์สูงคอยให้คำแนะนำและออกแบบให้จะดีที่สุดครับ เพื่อความสวยงามและความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้คุณมีบ้านที่ดี โครงสร้างแข็งแรง อยู่คนทนไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานนั่น

หากคุณกำลังกังวลว่า จะปิดโพรงบ้านอย่างไรให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้บ้านของตนเกิดทรุดขึ้นมา อยู่ล่ะก็ ทาง Seta Engineering ได้เตรียมบทความที่จะมาตอบข้อสงสัยของคุณไว้แล้ว คลิกเข้าไปเพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้เลย

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on pinterest
Pinterest